Blog ความรู้

27 พฤศจิกายน 2565
วิธีจัดการหนี้ช่วงโควิด-19
‘การจัดการหนี้’ ไม่เคยเป็นเรื่องง่าย ยิ่งในภาวะโควิด-19 ที่หลายคนอาจมีเงินสดตึงมือ โอกาสหารายได้ลดลงมาก จากมาตรการ ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’การจัดการหนี้อย่างเหมาะสม จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนและสำคัญ ที่เราควรรีบจัดการFair Finance Thailand ขอแนะนำวิธีดีๆ ในการจัดการหนี้ช่วงวิกฤต เพื่อให้เราเอาตัวรอดจากวันเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆหลักโดยทั่วไปของการจัดการหนี้คือ พยายามลดภาระหนี้สินที่เราสร้างใน ‘อดีต’ โดยเผื่อรายได้ให้มากพอสำหรับการหาเลี้ยงชีวิตและครอบครัวใน ‘ปัจจุบัน’ และลงทุนหรือกู้ยืมเท่าที่จำเป็นเพื่อการสร้าง ‘อนาคต’ ที่ดีกว่าเดิม และเพื่อให้เรามีเงินเหลือใช้ในวัยเกษียณในสถานการณ์ปกติ อาจใช้กฎจำง่ายว่า ทุก 100 บาทที่เราหามาได้ ควรใช้ 40 บาทสำหรับผ่อนชำระหนี้, 40 บาท สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน และอีก 20 บาท สำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตแต่ในช่วงโควิด-19 ระบาด สมมติว่ารายได้เราหายไปครึ่งหนึ่ง เราอาจเปลี่ยนน้ำหนักมาเป็น ทุก 50 บาทที่เราหามาได้ จะใช้ 20 บาทสำหรับผ่อนชำระหนี้ (แปลว่าเราต้องได้รับการผ่อนผันจากเจ้าหนี้), 30 บาท สำหรับใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน (แปลว่าเราต้องพยายามประหยัด ตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น) และ 0 บาท สำหรับการลงทุนเพื่ออนาคตขั้นตอนในการจัดการหนี้ในช่วงนี้อาจแบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอนขั้นตอนที่ 1 รวบรวมสติ ดูภาพรวมของการเป็นหนี้ แจกแจงออกมาให้ละเอียดว่าเราเป็นหนี้ที่ไหนบ้าง สัญญาเงินกู้แต่ละสัญญากำหนดระยะเวลา อัตราดอกเบี้ย เงื่อนไขการชำระ ค่าธรรมเนียมอะไรบ้างขั้นตอนที่ 2 จัดหมวดหมู่หนี้ออกเป็นสองแบบแบบแรกเรียงตาม “ค่างวด” ที่ต้องจ่าย (รายเดือน) จากมากไปหาน้อยแบบที่สองเรียงตาม “อัตราดอกเบี้ย” จากมากไปหาน้อยเช่นกันการแบ่งแบบนี้เพื่อช่วยให้เราตั้งเป้าได้ถูกต้อง ในช่วงโควิด-19 ที่เงินสดตึงมือ หรือรายได้หด การพยายามลดหรือเลื่อนค่างวด ที่ต้องจ่ายในแต่ละงวด นับเป็นเรื่องที่เร่งด่วนไม่น้อยกว่าการเจรจาขอลดอัตราดอกเบี้ยขั้นตอนที่ 3 ทำบัญชีรายรับ รายจ่ายในแต่ละเดือน เพื่อประมาณการค่างวดทั้งหมดที่เรามีกำลังจ่าย โดยใช้หลักคิดสามข้อ ดังนี้1) คำนวณภาระหนี้จากมาตรการของเจ้าหนี้ ดูความเป็นไปได้ในการจ่ายถ้าธนาคารเจ้าหนี้ของเรา มีมาตรการแบ่งเบาภาระลูกหนี้ในช่วงโควิด-19 เราอาจเข้าข่ายได้ประโยชน์โดยไม่ต้องทำคำร้องใดๆสามารถลองคำนวณด้วยตัวเองได้ที่ www.fair-debt.org จากนั้น ลองนำตัวเลขค่างวดใหม่ (ภายใต้มาตรการ) มาเปรียบเทียบกับรายการรายรับ-รายจ่ายของเราเอง ดูว่าพอมีกำลังผ่อนหรือไม่ถ้าเราคิดว่าทำไม่ได้ ก็ควรติดต่อเจรจากับเจ้าหนี้อย่างตรงไปตรงมา ดีกว่ารับเงื่อนไขเจ้าหนี้มาแล้วทำไม่ได้2) รักษาเครดิตทางการเงินเอาไว้การรักษาเครดิตเป็นเรื่องสำคัญ เราควรพยายามชำระหนี้ให้ตรงเวลาเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ แต่วิกฤตโควิด-19 นับเป็นเหตุฉุกเฉิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศแล้วว่า การเข้าร่วมมาตรการแบ่งเบาภาระลูกหนี้ในช่วงโควิด-19 จะไม่ทำให้เราเสียประวัติในฐานข้อมูลของเครดิตบูโรแต่อย่างใด*อย่างไรก็ตาม ถ้าหากเข้าโครงการแล้วยังมีภาระหนี้ที่เราต้องผ่อน และเราผ่อนไม่ได้จริงๆ ก็ควรเจรจาขอผ่อนผันกับเจ้าหนี้ ดีกว่าผิดนัดชำระแล้วเสียเครดิต*อ้างอิง https://www.bot.or.th/Thai/BOTMagazine/Pages/256302TheKnowledge_DebtInstallment.aspx3) จัดลำดับความสำคัญของหนี้ และเลือกวิธีที่ดีที่สุดในการชำระ โดยพยายามหาเงินสดมาเพิ่มเพื่อใช้หนี้กฎจำง่ายต่อไปนี้อาจช่วยให้เราจัดลำดับความสำคัญได้ดีขึ้น• ผ่อนจ่ายเจ้าหนี้ที่คิดดอกเบี้ยสูงสุดก่อน เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยบวมขึ้นเรื่อยๆ (หนี้ลักษณะนี้เป็นก้อนแรกที่เราควรเข้าร่วมมาตรการแบ่งเบาภาระ และเจรจากับเจ้าหนี้เช่นกัน)• พยายามลดจำนวนเจ้าหนี้ให้เหลือน้อยลง ด้วยการพยายามชำระหนี้ที่เหลือยอดน้อยๆ ให้หมดก่อน ยอดที่เหลือเยอะๆ เอาไว้ทีหลัง• อย่าพยายามกู้หนี้ใหม่มาโปะหนี้เก่า (‘ผลัดผ้าขาวม้า’) ในภาวะที่เงินสดตึงมือ รายได้ลดลง ควรเจรจาขอผ่อนผันหนี้เก่า เข้ามาตรการแบ่งเบาภาระให้ได้ก่อน ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยหาแหล่งเงินกู้ใหม่• ถ้าจะเอาทรัพย์สินไปจำนำหรือจำนองเพื่อนำเงินสดมาใช้หนี้ ควรเลือกทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ในการหารายได้ก่อน เช่น ทอง เก็บทรัพย์สินที่สามารถใช้สร้างรายได้ เช่น รถปิ๊กอัพ เอาไว้ท้ายๆ เผื่อในอนาคตเรายังไม่มีรายได้มาไถ่ถอน จะได้ยังมีช่องทางหารายได้อยู่• ชะลอการลงทุนเพื่ออนาคตออกไปก่อน รอให้สถานการณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมาพิจารณาถ้าเรามีวิธีจัดการหนี้ที่เหมาะสม และทำได้ทันท่วงที เราก็น่าจะเอาตัวรอดไปได้จนถึงวันที่วิกฤตนั้นผ่านพ้น แล้วเราจะขอบคุณตัวเองในวันนี้ ที่ไม่อยู่นิ่งเฉยหรือยอมแพ้หากสนใจวิธีรับมือหนี้ในช่วงโควิท-19 รวมถึงเรื่องราวการเงินที่เป็นธรรมและยั่งยืน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่• เว็บไซต์ www.fairfinancethailand.org• เพจเฟซบุ๊ก Fair Finance Thailandแล้วเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน
อ่านต่อ
27 พฤศจิกายน 2565
โครงการช่วยเหลือลูกหนี้ ช่วยเราได้เท่าไหร่?
หนี้บ้านก็มี หนี้รถก็ยังอยู่ ยังไม่รวมเงินกู้มาทำธุรกิจอีก ควรทำอย่างไรดี?...ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากโควิด-19 และไม่รู้ว่าต้องอยู่กับภาวะอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไร ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงออกประกาศให้สถาบันการเงินต่าง ๆ มีมาตรการแบ่งเบาภาระหนี้สินเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้หลายคนอาจกำลังลังเลว่า ควรเข้าร่วมมาตรการดีหรือไม่ กู้เพิ่มหรือควรจะพักชำระหนี้แบบไหนดีหลายมาตรการก็ดูซับซ้อน แถมมีเยอะจนสับสน ไม่แน่ใจว่าเข้าร่วมมาตรการไปแล้ว จะเกิดผลดีหรือเสียมากกว่ากันFair Finance Thailand จึงจัดทำเว็บไซต์ www.fair-debt.org เพื่อช่วยลูกหนี้เปรียบเทียบเงื่อนไขมาตรการของธนาคารต่างๆ และคำนวณผลกระทบต่อภาระหนี้ ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ครอบคลุมสินเชื่อ 6 ประเภท จาก 21 สถาบันการเงินถ้าพร้อมแล้ว ลองมาดูวิธีการใช้งานเบื้องต้นกันดีกว่า#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆเมื่อเข้ามาที่หน้าแรกของเว็บไซต์ ให้กดเลือกบริการทางการเงินที่เราสนใจที่จะเข้าร่วมมาตรการ ซึ่งมีด้วยกัน 5 ประเภทเมื่อกดแล้วเว็บไซต์จะแสดงผลเฉพาะธนาคารที่ให้บริการสินเชื่อประเภทนั้น ๆจากตัวอย่าง เราเลือก สินเชื่อบ้าน/สินเชื่อส่วนบุคคล จะพบว่ามี 18 ธนาคาร ที่ให้บริการ อีก 3 ธนาคารที่ไม่มีบริการ โลโก้ธนาคารจะเปลี่ยนเป็นสีเทาหากเราทำสินเชื่อกับธนาคารใดอยู่ และอยากรู้ว่ามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของธนาคารนั้น จะช่วยเราได้มากน้อยแค่ไหน ส่งผลกระทบอย่างไรกับค่างวดหรือดอกเบี้ยเมื่อสิ้นสุดมาตรการแล้วบ้าง ให้ลองกดที่โลโก้ของธนาคารนั้นเพื่อลองคำนวณนอกจากนี้ยังสามารถกดที่โลโก้ของธนาคารอื่น เพื่อนำมาคำนวณเปรียบเทียบมาตรการกันได้ด้วยจากตัวอย่าง เรากดไปที่ธนาคารกรุงเทพ เพื่อดูมาตรการช่วยเหลือแต่ละผลิตภัณฑ์ มีข้อมูลที่ใช้กรอกไม่เหมือนกัน โดยแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ 3 กลุ่มคือ1. บัตรเครดิต2. สินเชื่อประเภทรถยนต์ ประกอบด้วย สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อลีสซิ่ง3. สินเชื่อบ้าน/บุคคลสำหรับกลุ่มแรก คือ ลูกหนี้บัตรเครดิต โดยที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศได้ออกมาตรการลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ จากเดิม 10% เป็น 5% สำหรับปี 2563-2564 8% สำหรับปี 2565 และ 10% สำหรับปี 2566เมื่อคลิกเข้ามาตามวิธีการขั้นตอนที่เราแนะนำแล้ว ก็จะมีช่องให้กรอกข้อมูล ประกอบด้วยข้อมูลหนี้ และโครงการช่วยเหลือของธนาคารเริ่มจากฝั่งซ้ายก่อน… ข้อมูลหนี้ คือ หนี้ที่เกิดจากการที่ผู้ใช้บัตรเครดิตไม่ได้ชำระหนี้ตามเวลาที่กำหนดไว้โดยให้เรากรอกข้อมูลหนี้สำหรับการคำนวณดังนี้ขั้นแรก กรอกยอดเรียกเก็บเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งเป็นยอดรวมของรายการจ่ายบัตรเครดิตที่ยังไม่จ่ายเมื่อเดือนที่แล้วลงไป โดยยกตัวอย่างให้เดือนที่แล้วมียอดเรียกเก็บ 3,000 บาทสอง กรอกดอกเบี้ยเรียกเก็บเมื่อเดือนที่แล้ว หากไม่มีให้ใส่เลข 0สาม กรอกจำนวนเดือนที่ค้างชำระ โดยให้เรานับจากวันที่ครบกำหนดจ่าย แต่หากไม่มีให้ใส่เลข 0สี่ กรอกยอดใช้จ่ายในรอบบิลปัจจุบัน เป็นยอดรวมรายการจ่ายบัตรเครดิตที่ยังไม่จ่ายในเดือนปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่นในเดือนปัจจุบันมียอดอยู่ที่ 2,500 บาทห้า กรอก ณ เดือน คือ เดือนของรายการจ่ายบัตรเครดิตที่ยังไม่ได้จ่ายในปัจจุบันขั้นตอนสุดท้าย กรอกอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็น อัตราดอกเบี้ยก่อนการเข้าร่วมมาตรการของเราและหากสงสัยความหมายของคำศัพท์ สามารถกดไอคอนรูปตัว i เพื่อเรียนรู้และเจ้าใจความหมายของคำศัพท์ได้ถัดมาที่คอลัมน์ โครงการช่วยเหลือของธนาคาร ซึ่งในส่วนของข้อมูล ยอดผ่อนชำระขั้นต่ำ จะถูกกำหนดไว้ตามมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ที่ 5% หรือหากได้รับมาตรการผ่อนชำระที่ต่ำกว่าหรือมากกว่านี้ ก็สามารถปรับตัวเลขได้ตามมาตรการที่เราได้รับจากนั้น ให้เรากรอกเดือนที่เราได้เข้าร่วมโครงการของเรา โดยกรอกเดือนเดียวกับเดือนที่ค้างชำระกดที่ปุ่มคำนวณผล เพื่อให้เว็บไซต์คำนวณผลลัพธ์เว็บไซต์จะคำนวณเปรียบเทียบระหว่าง ‘มี’ และ ‘ไม่มี’ มาตรการพักชำระสำหรับบัตรเครดิต เราสามารถเปรียบเทียบผลการคำนวณเมื่อไม่มีมาตรการและเมื่อมีมาตรการได้ โดยจะเห็นว่า แม้ “ยอดผ่อนชำระขั้นต่ำ” เมื่อมีมารตรการจะน้อยกว่ายอดผ่อนชำระเมื่อไม่มีมาตรการ แต่ “ยอดค้างชำระ” และ “ดอกเบี้ยรวมหลังชำระยอดขั้นต่ำ” เมื่อมีมาตรการจะมียอดที่สูงกว่าเมื่อไม่มีมาตรการ (สังเกตุได้จากกราฟเเท่งในช่วงมีมาตรการจะสูงขึ้น เมื่อจำนวนเดือนมากขึ้น)ดังนั้นการลดยอดผ่อนชำระขั้นต่ำให้น้อยลงกว่าเดิมจะทำให้หนี้ของเราเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม เราจึงอยากแนะนำผู้ที่ถือบัตรเครดิตให้หลีกเลี่ยงการผ่อนชำระหนี้ขั้นต่ำที่น้อยลงประเภทต่อมา คือ สินเชื่อประเภทรถยนต์ ประกอบด้วย สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และสินเชื่อตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนชำระเป็นงวด และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ หากเป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนผู้ให้บริการอื่น ให้เลือกดำเนินการระหว่าง พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 3 เดือน หรือลดค่างวดอย่างน้อย 30% ของค่างวดเดิม เป็นเวลา 6 เดือนส่วนสินเชื่อเช่าซื้อ (กรณีรถมอเตอร์ไซค์ วงเงินไม่เกิน 35,000 บาท และรถทุกประเภท วงเงินไม่เกิน 250,000 บาท) และลิสซิ่ง หนี้คงเหลือไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือน หรือพักชำระเงินต้น เป็นเวลา 6 เดือนสำหรับรายละเอียดของสินเชื่อประเภทรถยนต์เองก็จะแบ่งเป็น 2 ส่วน เช่นเดียวกับบัตรเครดิตข้อมูลหนี้ คือหนี้ที่เกิดจากการกู้มาเพื่อซื้อรถโดยเริ่มแรกให้เรากอกข้อมูลเงินที่กู้มาก่อน สมมติว่ากู้ 100,000 บาท เราก็ใส่เลข 100000 ลงไปสอง เลือกวิธีการชำระหนี้ของเราว่าเป็นแบบคงที่ หรือแบบลดต้นดอกสาม กรอกอัตราดอกเบี้ย ที่ต้องจ่ายต่อปีสี่ เลือกเดือนที่เราเริ่มต้นจ่ายหนี้ห้า เขียนจำนวนงวดทั้งหมดที่ต้องจ่ายเมื่อกรอกข้อมูลครบถ้วน ระบบจะคำนวณค่างวดที่เราต้องจ่ายต่อเดือนว่า เป็นเท่าไหร่ถัดมาที่คอลัมน์ โครงการช่วยเหลือของธนาคารขั้นแรก ต้องกรอกเดือนที่เราเข้าร่วมโครงการ ในที่นี้สมมติว่าเราเริ่มเข้าร่วมโครงการในเดือนกรกฎาคมขั้นที่ 2 ให้ค่ามาตรการที่เราสนใจอยากจะเข้าร่วม ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ มีมาตรการพักค่างวดสูงสุด 6 เดือน ซึ่งในที่นี่ เราทดลองใส่จำนวนสูงสุดที่ธนาคารมีมาตรการ คือ พักค่างวด 6 เดือน โดยคิดสัดส่วนค่างวดที่พัก 100%กดที่ปุ่มคำนวณผล เพื่อให้เว็บไซต์คำนวณผลลัพธ์เว็บไซต์จะคำนวณเปรียบเทียบระหว่าง ‘มี’ และ ‘ไม่มี’ มาตรการพักชำระ โดยจะถูกแบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้ช่วงพักชำระเราจะเห็นยอดหนี้สินรวมทั้งสัญญาที่เราต้องชำระให้แก่ธนาคาร ซึ่งหากเราเข้าร่วมมาตรการ พักชำระหนี้ เราจะมี “สภาพคล่อง” ในช่วงที่เราชำระหนี้ไป โดยในส่วนของกราฟจะเห็นว่าเมื่อมีมาตราการ ภาระหนี้ที่จำเป็นต้องชำระจะหายไปตามจำนวนเดือนที่เราได้พักชำระนอกจากนี้ เว็บไซต์ยังแสดง ดอกเบี้ยช่วงพักชำระหนี้ เพื่อให้ทราบถึงภาระดอกเบี้ยช่วงพักชำระที่เราอาจจะต้องแบกรับโดยจะเก็บเมื่อสิ้นสุดสัญญาจากตัวอย่าง จะเห็นว่า หากเราเข้าร่วมมาตรการพักชำระค่างวด เราจะมีสภาพคล่อง 19,167 บาท โดยไม่มีภาระดอกเบี้ยในช่วงพักชำระหนี้ช่วงจบสัญญาในช่วงจบสัญญาเราจะเห็นได้ว่า เมื่อไม่มีมาตรการพักชำระ ค่างวดที่เราต้องจ่ายนั้นจะเท่ากับค่างวดที่จ่ายตามปกติ แต่หากเราเข้าร่วมมาตรการพักชำระหนี้ ระยะเวลาในการพักชำระหนี้ของเราจะเพิ่มขึ้นไปอีก 6 งวด พร้อมทั้ง หากธนาคารมีการคิดดอกเบี้ยช่วงพักชำระหนี้แล้ว ในงวดสุดท้ายจะเเสดงผลดอกเบี้ยที่รวมดอกเบี้ยช่วงพักชำระหนี้นี้เข้าไปด้วยทั้งนี้ แม้การเข้าร่วมมาตรการจะถือเป็นการยืดหนี้สินออกไป แต่หากเป็นมาตรการที่พักเพียงภาระเงินต้น ก็อาจส่งผลให้ภาระหนี้สินของเราเพิ่มมากขึ้นเกินกว่ายอดหนี้ตามสัญญาของเราก็ได้สุดท้าย คือ สินเชื่อบ้าน/บุคคลธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดมาตรการขั้นต่ำสำหรับสินเชื่อที่มีวงเงินไม่เกิน 3 ล้านบาท ให้พักชำระเงินต้น 3 เดือน และพิจารณาลดดอกเบี้ยให้ตามสถานการณ์ของแต่ละรายสำหรับวิธีการกรอกข้อมูลของสินเชื่อบ้านนั้นข้อมูลหนี้ คือ รายละเอียดของสินเชื่อที่เรากู้ยืมมา เช่น เงินที่กู้ยืมมา ยอดหนี้คงเหลือ วิธีการคำนวณดอกเบี้ยเป็นแบบคงที่หรือขั้นบันได จำนวนงวด ฯลฯ ให้เรากรอกไปตามจริงถ้าสงสัยความหมายของคำศัพท์ ด้านข้างคำจะมีไอคอนรูปตัว i สามารถกดเพื่ออ่านคำอธิบายได้ตัวอย่างนี้ สมมติว่าเรามียอดหนี้คงเหลือรวมเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเงิน 1,000,000 บาท (1 ล้านบาท) ในเดือนมิถุนายน 2563อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4% ไม่ใช่ขั้นบันได ซึ่งจะไปสิ้นสุดอีก 20 ปี คือเดือนมิถุนายน 2583เว็บไซต์จะคำนวณค่างวดขั้นต่ำที่เราต้องจ่ายคือ 6,031 บาทถัดมาที่คอลัมน์ โครงการช่วยเหลือของธนาคารขั้นแรก ต้องกรอกเดือนที่เราเข้าร่วมโครงการ ในที่นี้สมมติว่าเราเริ่มเข้าร่วมโครงการในเดือนกรกฎาคมจากนั้น กรอกรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือของธนาคารที่เราได้ขอสินเชื่อ โดยแบ่งเป็นมาตรการพักชำระหนี้ ประกอบด้วย พักชำระค่างวด พักชำระเงินต้น และพักชำระดอกเบี้ย และมาตรการลดการชำระหนี้ ประกอบด้วย ลดค่างวด และลดดอกเบี้ยตัวอย่างเช่น ธนาคารกรุงเทพ มีมาตรการช่วยเหลือคือ พักเงินต้นทั้งหมด 3 เดือน โดยมีเงื่อนไขวงเงินกู้รวมไม่เกิน 3 ล้านบาทให้เรากรอกในช่อง พักเงินต้น เป็นเวลา 3 เดือน และในช่องสัดส่วนที่พักชำระ กรอก 100 % เพราะตามมาตรการเราได้รับพักชำระทั้งก้อน อย่างไรก็ตาม ธนาคารแต่ละแห่งมีมาตรการการพักและลดการชำระหนี้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรตรวจสอบสัดส่วนการพักหรือลดการชำระหนี้ของแต่ละธนาคาร เพื่อความถูกต้องในการคำนวณกดที่ปุ่มคำนวณผล เพื่อให้เว็บไซต์คำนวณผลลัพธ์เว็บไซต์จะคำนวณเปรียบเทียบระหว่าง ‘มี’ และ ‘ไม่มี’ มาตรการพักชำระเราจะเห็นยอดหนี้สินรวมทั้งสัญญาที่เราต้องชำระให้แก่ธนาคาร ซึ่งหากเราเข้าร่วมมาตรการ พักชำระหนี้ เราจะมี “สภาพคล่อง” ในช่วงที่เราชำระหนี้ไป โดยในส่วนของกราฟจะเห็นว่าเมื่อมีมาตราการ ภาระหนี้ที่จำเป็นต้องชำระจะหายไปตามจำนวนเดือนที่เราได้พักชำระ นอกจากนี้ เว็บไซต์ยังแสดง ดอกเบี้ยช่วงพักชำระหนี้ เพื่อให้ทราบถึงภาระดอกเบี้ยช่วงพักชำระที่เราอาจจะต้องแบกรับว่าเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรจากตัวอย่าง จะเห็นว่า ได้สภาพคล่องกลับคืนมา 8,257 บาท และไม่มีภาระดอกเบี้ยในช่วงที่พักชำระหนี้อย่างไรก็ตาม เราจะเห็นได้ว่า ภาระหนี้สินรวมทั้งสัญญาเมื่อร่วมมาตรการ หรือ ภาระหนี้สินที่เราต้องแบกรับในอนาคตนั้น เพิ่มขึ้นเมื่อเราได้เข้าร่วมมาตรการแล้ว ซึ่งเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยที่เราได้พักชำระไป ดังนั้น ถ้าเรามีเงินสดในมือไม่มาก การรักษาสภาพคล่องเอาไว้ก่อนในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอนอย่างนี้อาจดีกว่า แล้วค่อยไปชดใช้หนี้ในช่วงที่สถานการณ์กลับมาปกติในทางกลับกัน ถ้าดูแล้วว่า เพิ่มสภาพคล่องกลับมาไม่มาก แต่กลับต้องเหนื่อยใช้หนี้ภายหลังเพิ่มขึ้น อาจคำนึงถึงตัวเลือกอื่นๆ แทนเข้าร่วมมาตรการ เช่น ใช้เงินออม ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นแทน อาจดีกว่าระหว่างกรอกข้อมูล เราอาจพบกับคำศัพท์ทางการเงินหลายคำที่อาจไม่เข้าใจความหมาย ชวนให้รู้สึกงงงวยสับสน แต่จริงๆ แล้วไม่ยากหากลองทำความเข้าใจขอแนะนำคำศัพท์ที่พบบ่อยๆ ดังนี้พักค่างวด : ธนาคารผ่อนปรนให้ลูกหนี้หยุดพักการจ่ายค่างวดในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจมีการคำนวณดอกเบี้ยในช่วงเวลาดังกล่าว โดยจำนวนงวดตลอดสัญญายังคงเดิมพักเงินต้น : ธนาคารผ่อนปรนให้ลูกหนี้หยุดพักชำระคืนเงินต้นในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ แต่ยังต้องชำระส่วนของดอกเบี้ยกับธนาคารตามปกติ โดยยอดเงินต้นระหว่างการพักยังคงเดิมพักดอกเบี้ย : ธนาคารผ่อนปรนให้ลูกหนี้หยุดพักชำระดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ แต่ยังต้องชำระเงินต้นกับธนาคารตามปกติ และยกยอดดอกเบี้ยช่วงพักชำระ ไปชำระในภายหลังลดค่างวด : ธนาคารลดการจ่ายค่างวดในแต่ละเดือนของลูกหนี้ ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด โดยลูกหนี้ไม่ต้องชำระส่วนลดนั้นในภายหลังลดดอกเบี้ย : ธนาคารลดการจ่ายดอกเบี้ยในแต่ละเดือนของลูกหนี้ ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด โดยลูกหนี้ไม่ต้องชำระส่วนลดนั้นในภายหลังค่างวด : ยอดเงินที่ลูกหนี้ต้องผ่อนชำระแต่ละเดือน ประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยยอดผ่อนชำระขั้นต่ำ : ยอดขั้นต่ำที่ต้องชำระในแต่ละงวดนอกจากนี้ยังสามารถแจ้งปัญหาที่ได้รับจากมาตรการกับทีมวิจัยหากประสบปัญหาเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ สามารถให้ข้อมูลกับทีม Fair Finance Thailand โดยกดที่ปุ่มแจ้งปัญหาที่โลโก้ของธนาคาร หรือแถบ แจ้งปัญหากับทีมวิจัย ทางด้านบนเราจะรวบรวมไปจัดทำเป็นข้อเสนอแนะต่อธนาคาร และธนาคารแห่งประเทศไทยในโอกาสต่อไปโดยทีมงานจะเก็บรักษาข้อมูลทั้งหมดของท่านไว้เป็นความลับ และท่านสามารถติดต่อทีมงานเพื่อขอลบข้อมูลได้ทุกเมื่อ ทางอีเมล info.fairdebt@gmail.comนอกจากนี้ยังมีบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับการจัดการหนี้ในช่วงโควิด-19 ให้อ่านเพิ่มเติม เพื่อเป็นแนวทางในการนำมาปรับใช้กับตัวเราเช่น วิธีจัดการหนี้ช่วงโควิด สิทธิของลูกหนี้ที่เราควรรู้ ควรกู้เพิ่มอย่างไรดี เป็นต้นสามารถกดอ่านที่ ‘Blog ความรู้’ บริเวณแถบด้านบนได้เลย
อ่านต่อ
27 พฤศจิกายน 2565
สิทธิของลูกหนี้ เรื่องสำคัญที่เราต้องรู้
ด้วยเศรษฐกิจที่ฝืดเคืองจากโรคระบาด บางคนอาจต้องยอมสร้างหนี้ เพื่อให้ตัวเองหรือธุรกิจอยู่รอดต่อไปแต่การเป็นหนี้ไม่ได้หมายความว่า เราเป็นคนเสียเปรียบ ต้องง้อเจ้าหนี้จนไม่มีสิทธิต่อรองอะไรเลย ตามกฎหมายแล้วลูกหนี้มีสิทธิหลายประการ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ดังนั้นจึงต้องรู้ว่าเรามีสิทธิอะไรบ้างFair Finance Thailand ขอเสนอสิทธิลูกหนี้ที่ทุกคนควรรู้ ไม่ว่าคุณจะเป็นหนี้หรือไม่ก็ตาม เพราะในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ความรู้การจัดการเงินที่ดีจะทำให้เราก้าวผ่านไปได้#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆคงไม่มีใครอยากเป็นหนี้ แต่ถ้าจำเป็นต้องมี ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกหนี้อย่างเราต้องยอมทำตามเงื่อนไขของเจ้าหนี้ทุกอย่างราวกับเป็นทาสรับใช้หากเป็นเช่นนั้น สุดท้ายแล้วจะนำไปสู่หนี้ที่ไม่เป็นธรรม ซ้ำเติมจนเกิดเป็นหนี้เสีย ซึ่งไม่มีใครได้ประโยชน์เลย ลูกหนี้ก็ไม่มีกำลังชำระ เจ้าหนี้ก็ไม่ได้รับเงินคืน ดังนั้นหนี้ที่ดีควรจะแฟร์กับทั้งสองฝ่ายเราควรจะต้องรักษาสิทธิในการสร้างหนี้ที่เป็นธรรมสิทธิอย่างแรกที่พึงระลึกไว้เสมอคือ ถ้ารายละเอียดสัญญาการก่อหนี้นั้นไม่เป็นธรรม หรือมีวิธีขายที่ไม่น่าไว้วางใจตั้งแต่แรก เราไม่ควรเซ็นยอมรับ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาตามมาภายหลังมีหลักในการพิจารณาดังนี้- ต้องมีวิธีการขายที่เหมาะสม ไม่มีการยัดเยียดการขาย ทึกทักเอาว่าเราซื้อ หรือใช้อำนาจบังคับให้เรายอมรับ- ไม่บังคับขายพ่วง เช่น อ้างว่าซื้อบ้านต้องทำประกันชีวิตและต้องทำกับบริษัทประกันของเจ้าหนี้ทำนั้นเพื่อให้ผ่านการพิจารณา- ไม่มีเงื่อนไขอื่นที่นอกเหนือไปจากความสามารถในการชำระหนี้ เช่น กีดกันด้วยเพศสภาพ ภาษา ศาสนา ความเชื่อทางการเมือง- ควรประเมินและกลั่นกรองข้อมูลความสามารถในการชำระหนี้ของเราอย่างเหมาะสม ด้วยวิธีการที่สุภาพ และขอข้อมูลเท่าที่จำเป็น ไม่ละลาบละล้วง หรือขอข้อมูลส่วนตัวที่เกินเลยโดยหวังผลประโยชน์อย่างอื่นแฝงข้อมูลที่โปร่งใส คือเรื่องที่สำคัญที่สุดในฐานะลูกหนี้ เรามีสิทธิขอให้เจ้าหนี้เปิดเผยข้อมูลหนี้เบื้องต้นอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และเพียงพอต่อการตัดสินใจ อาทิ จำนวนหนี้ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม จำนวนหนี้ที่ต้องชำระรายงวด วิธีการคำนวณดอกเบี้ยจ่ายโดยละเอียด วิธีการและช่องทางการร้องเรียนกรณีเกิดปัญหาในการรับบริการ เป็นต้นเจ้าหนี้ต้องไม่ปิดบังอำพราง เช่น อ้างว่าดอกเบี้ย 0% สามเดือน โดยไม่คิดให้เราดูว่าภาระดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ที่เท่าไรสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรต้องใช้ภาษาที่เราเข้าใจได้ ระบุเงื่อนไขสินเชื่อทั้งหมดอย่างครบถ้วน มีการแจกแจงความรับผิดชอบทั้งฝั่งลูกหนี้ และฝั่งเจ้าหนี้อย่างชัดเจนพูดง่ายๆ ว่า ถ้าเราไม่เข้าใจสัญญาอย่างชัดแจ้ง จนมองเห็นภาพว่าจะเจออะไรบ้างในอนาคต ก็ไม่ควรตกลงเป็นหนี้ถ้าไม่เป็นธรรม เราอย่ายอม!หลังจากที่ตกลงทำสัญญาไปแล้ว หรือหากพบภายหลังว่าสัญญาไม่เป็นธรรม ลูกหนี้มีสิทธิ์ร้องเรียน โดยเฉพาะเมื่อพบว่าข้อมูลที่ได้รับ บิดเบือน ไม่ครบถ้วน และกระบวนการขายทำให้เกิดความเข้าใจผิดลูกหนี้สามารถร้องเรียนกับเจ้าหนี้ได้โดยตรง หรือติดต่อที่ ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย โทร. 1213 และ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โทร. 1166ทุกคนมีสิทธิได้รับการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว กฎหมายจึงบังคับว่า เจ้าหนี้ต้องไม่นำข้อมูลของลูกหนี้ไปเปิดเผยเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์ (ของเจ้าหนี้ บริษัทในเครือ และรวมถึงการขายข้อมูลให้บริษัทอื่น) ยกเว้นว่าได้รับความยินยอมเท่านั้นโดยทั่วไปเจ้าหนี้ต้องแจ้งนโยบายการใช้และเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนในสัญญา ซึ่งจะมีผลเมื่อเราใส่เครื่องหมายว่ายอมรับ เพื่อป้องกันการอ่านข้ามนอกจากนี้ลูกหนี้ยังมีสิทธิในการยกเลิกการใช้และเปิดเผยข้อมูลที่ยินยอมไปแล้วอีกด้วยการคิดอัตราดอกเบี้ย ค่างวด ค่าธรรมเนียมต่างๆ ต้องมีความเหมาะสม ไม่เกินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รวมทั้งค่าใช้จ่ายเบี้ยปรับที่เกิดจากการชำระล่าช้า หรือการปิดบัญชีชำระหนี้เงินต้นทั้งหมดก่อนครบสัญญา ก็ต้องคิดตามอย่างเป็นธรรมเช่นเดียวกันนอกจากนี้ลูกหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้เจ้าหนี้เปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทั้งอัตราดอกเบี้ยจ่ายรายละเอียดยอดธุรกรรม ยอดค้างชำระ หรือเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสัญญาใดๆ ต้องแจ้งให้ลูกหนี้ทราบกรณีค้างชำระ ลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับการติดตามหนี้อย่างเป็นธรรม ไม่ก้าวร้าว และไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลก่อให้เกิดความอับอายหากเกิดข้อพิพาทจากการให้บริการ เจ้าหนี้ต้องมีช่องทางการติดต่อร้องเรียนโดยตรง และจริงจังกับการแก้ไข ไม่ควรปล่อยให้ลูกหนี้โทรศัพท์มาที่คอลเซนเตอร์ แล้วโยนไปมาโดยไม่มีใครรับผิดชอบหากเกิดปัญหาเรื่องการผ่อนชำระหนี้ ลูกหนี้ควรได้รับการปฏิบัติจากเจ้าหนี้อย่างเป็นธรรม โดยมีกระบวนการจัดการเป็นขั้นตอนชัดเจน ซึ่งนำไปสู่การพูดคุยทำความเข้าใจกันอย่างเปิดอกเพื่อหาทางออกทางที่ยั่งยืนที่สุด คือสร้างกลไกที่ทั้งสองฝ่ายมีอำนาจต่อรองอย่างเท่าเทียมขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังดำเนินการยกระดับความเป็นธรรมให้แก่ลูกหนี้ เพื่อลดความไม่เท่าเทียมในอำนาจต่อรองระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้โดยมีการยกระดับกฎเกณฑ์ของภาครัฐในการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน มีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาท มีบทลงโทษเจ้าหนี้ที่ทำผิดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนแม้จะยังไม่เกิดอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย แต่หวังว่าเราจะช่วยกันส่งเสียงเพื่อก้าวไปถึงจุดนั้นให้ได้ในไม่ช้านี้
อ่านต่อ
27 พฤศจิกายน 2565
ธนาคารต้องเป็นธรรมมากกว่าเดิม ในช่วงวิกฤต
โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตประจำวันของเราทุกคน ไม่เพียงในแง่สุขภาพ ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมหาศาลทั่วโลก แต่ยังก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ทั้งคนตกงาน บริษัทห้างร้านเลิกกิจการ และการย้ายหนีของเงินทุนภาคการเงิน อันหมายถึง ธนาคาร บริษัทเงินทุน กระทรวงการคลัง ฯลฯ คือผู้มีบทบาทสำคัญที่สามารถชี้เป็นชี้ตายภาคธุรกิจหรือผู้ที่ต้องการเงินทุนได้Fair Finance ในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่รณรงค์ด้านการเงินที่เป็นธรรม เราอยากชวนทุกคนมาร่วมกันส่งเสียง! เพื่อไม่ให้ภาคการเงินใช้โอกาสในวิกฤตนี้สร้างความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการทำลายล้างสิ่งแวดล้อมที่สาหัสกว่าเดิม#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆถ้ายังจำกันได้ วิกฤตซับไพรม์ในปี ค.ศ. 2007 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เกิดขึ้นจากภาคการเงินที่เน้นแต่การแสวงกำไร และรัฐยอมให้ดำเนินธุรกิจโดยปราศจากการตรวจสอบในวิกฤตครั้งนี้ก็เช่นกัน โรคระบาดโควิด-19 ก่อให้เกิดความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ การว่างงานเพิ่มมากขึ้น คนจำนวนมากไม่สามารถมีวิถีชีวิตแบบเดิมได้ผู้ได้รับผลกระทบเแสนสาหัสจำนวนมาก อาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและประเทศกำลังพัฒนา คนเหล่านี้มีภาระหนี้สินมากอยู่แล้ว แต่กลับต้องถูกซ้ำเติมจากภาคการเงิน ทั้งการเก็งกำไรค่าเงินและโภคภัณฑ์ การแห่ขายตราสารหนี้ การย้ายเงินทุนหนีของนักลงทุนข้ามชาติ การเดิมพันการเปลี่ยนแปลงของตลาดหุ้นในทางที่เพิ่มความผันผวน ทำให้ตลาดการเงินตกฮวบ เศรษฐกิจทรุดหนักกล่าวได้ว่าภาคการเงินกำลังซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้น และสร้างความเหลื่อมล้ำแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมนานาชาติ (Fair Finance International) คือเครือข่ายระดับโลกที่ทำงานขับเคลื่อนให้เกิดการเงินที่เป็นธรรม มีสมาชิก 10 ประเทศ ในเอเชีย ยุโรป อเมริกาใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วยFair Finance Thailand หรือแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2561 มีเป้าหมายคือการผลักให้ธนาคารไทยก้าวไปสู่ “การธนาคารที่ยั่งยืน” อย่างแท้จริง ผ่านการนำมาตรฐาน Fair Finance Guide International มาใช้ในการประเมินนโยบายด้านต่าง ๆ ของธนาคารพาณิชย์ไทย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://fairfinancethailand.org/about-us)เราสืบสวน ประเมิน และรายงานเรื่องนโยบายและวิธีปฏิบัติของภาคการเงิน เราหารือกับภาครัฐและรณรงค์ให้สถาบันการเงินทุกแห่งมีปฏิบัติการที่รับผิดชอบมากขึ้น โปร่งใสมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้นเราเผยแพร่การจัดอันดับนโยบายการลงทุนของสถาบันการเงินในมิติความยั่งยืน สืบสวนกรณีที่นโยบายการลงทุนก่อให้เกิดความเสียหาย จัดแคมเปญรณรงค์กับสาธารณะ และทำงานกับผู้เล่นในภาคการเงินเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะใช้มาตรฐานและวิธีปฏิบัติที่รับผิดชอบ ไม่สร้างปัญหาแก่สังคมเราเชื่อว่าวิกฤตสามารถสร้างโอกาสเพื่อการเปลี่ยนแปลง ภาคการเงินสามารถยกระดับการทำงาน แสดงบทบาทที่รับผิดชอบมากขึ้นในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังการระบาดของโควิด-19แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมนานาชาติ (Fair Finance International) สนับสนุนให้รัฐบาล หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันการเงิน และธุรกิจต่างๆ ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโลกที่เป็นธรรม เท่าเทียม และยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าเดิมโดยเฉพาะในภาวะที่โรคระบาดโควิด-19 กำลังถูกใช้ในการสร้างความชอบธรรมให้กับการฉวยโอกาสทางการเมืองและทางธุรกิจ ราคาที่เราต้องจ่ายคือความรับผิดชอบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม1. ทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบในวิกฤตนี้ รวมถึงการหลีกเลี่ยงการเก็งกำไรค่าเงินและการค้าโภคภัณฑ์2. ใช้การกำกับดูแลข้ามพรมแดน เพื่อไม่เปิดโอกาสให้สถาบันการเงินและผู้ถือหุ้นฉวยโอกาสทำกำไรอย่างไม่เป็นธรรมจากวิกฤตนี้พูดง่ายๆ ว่า ในช่วงที่คนส่วนใหญ่เผชิญความยากลำบาก ทั้งโลกควรใช้มาตรฐานการกำกับดูแลแบบเดียวกัน เพื่อป้องกันไม่ให้นักลงทุนย้ายเงินทุนไปมาเพื่อเก็งกำไร หาช่องทางปลอดภาษี สร้างความปั่นป่วนซึ่งจะซ้ำเติมเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วให้ทรุดลงไปอีก3. ยึดหลักการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล (Environmental, Social, Governance - ESG)เราจะเห็นได้ว่า โควิด-19 เป็นโรคระบาดที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากการค้าสัตว์ป่าเชิงพาณิชย์และการบริโภคสัตว์ป่า ซึ่งเป็นผลมาจากการละเลย ESGดังนั้นเราควรผลักดันให้ธนาคารและภาคการเงินสนับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ในสินทรัพย์และพอร์ตการลงทุนทุกรูปแบบตลอดจนคาดหวังว่าสถาบันการเงินจะเลิกลงทุนในธุรกิจที่ก่อมลพิษ และในบริษัทที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน เพิ่มการออกทุนสนับสนุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศบทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งของ Fair Finance International คือการทำหน้าที่ตรวจสอบสถาบันการเงิน เพื่อส่งเสียงเรียกร้องให้ปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในวิกฤตครั้งนี้ Fair Finance International ยังคงยึดมั่นหลักการทำงานเช่นเคย ด้วยการ1. ถามหาความรับผิดจากผู้เล่นในภาคการเงิน จากการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม – โดยเฉพาะเมื่อผู้เล่นบางรายมองวิกฤตนี้เป็นโอกาสที่จะละทิ้งมาตรการเหล่านั้น2. ติดตามตรวจสอบการดำเนินงานของธนาคาร กองทุนบำนาญ และบริษัทประกันอย่างใกล้ชิด และส่งเสริมความตระหนักของสาธารณะในประเด็นต่างๆเราจะรณรงค์ส่งเสริมและเสนอแนะแนวทางที่ยั่งยืนให้กับธนาคารและภาคการเงินภายใต้แนวคิดนี้ ธนาคารสามารถดำเนินการให้มีผลประกอบการที่ดีในระยะยาว มีการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม การส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และมีธรรมาภิบาลที่ดีไปพร้อมๆ กันในวิกฤตครั้งนี้ แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ได้จัดทำเว็บไซต์เฉพาะกิจ www.fair-debt.org ขึ้นมาเป็นการเฉพาะเพื่อช่วยลูกหนี้รายย่อยสามารถเปรียบเทียบมาตรการแบ่งเบาภาระหนี้สินในช่วงโควิด-19 ของธนาคารต่างๆ ได้อย่างชัดเจน เปรียบเทียบกับมาตรการขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทยรวมถึงเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับหลักการแบ่งเบาภาระหนี้ที่เป็นธรรม และรวบรวมข้อร้องเรียนต่างๆ เพื่อนำเสนอประเด็นปัญหาและข้อเสนอแนะต่อสถาบันการเงิน และธนาคารแห่งประเทศไทย• ให้ข้อมูลหรือร้องเรียนเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาทุกข์ลูกหนี้ของธนาคารที่คุณใช้บริการ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.fair-debt.org/• ติดตามงานของเรา ผลการประเมินนโยบายธนาคาร และกรณีศึกษาที่น่าสนใจได้จากเว็บไซต์ www.fairfinancethailand.org และเพจเฟซบุ๊ก Fair Finance Thailand• บอกธนาคารของคุณให้ลงทุนอย่างรับผิดชอบมากขึ้น เพื่อไม่ให้วิกฤตนี้นำไปสู่ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการทำลายล้างสิ่งแวดล้อมที่สาหัสกว่าเดิม
อ่านต่อ
27 พฤศจิกายน 2565
ควรกู้เพิ่มดีไหม?
ในช่วงวิกฤตโควิด ธนาคารต่างๆ ล้วนออกเงินกู้ฉุกเฉินมาช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกค้ารายย่อยและภาคธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยก็ค่อนข้างต่ำดึงดูดใจเนื่องจากเป็นมาตรการช่วยเหลือ แต่คำถามสำคัญคือ ถ้ามีหนี้อยู่แล้ว เราควรกู้ดีไหม?Fair Finance Thailand อยากแนะนำข้อควรคิดก่อนตัดสินใจสร้างหนี้เพิ่มก่อนกู้เงิน เราควรคิดสะระตะว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินจริงหรือเปล่า โดยเฉพาะในช่วงที่รายได้เราขาดหายหรือไม่แน่นอน ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องควรถามคำถาม 3 ข้อกับตัวเองก่อนเรียงตามลำดับต่อไปนี้1. เราจำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ หรือเปล่า2. มีวิธีอื่นนอกเหนือจากการกู้หรือไม่3. เรามีกำลังชำระหนี้ใหม่คืนหรือเปล่า#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆขั้นแรกคือต้องทบทวนกับตัวเองว่าอยากกู้เพราะอะไร (อย่าลืมว่า การรูดบัตรเครดิตก็เป็นการกู้เงินแบบหนึ่งนะ!) โดยอาจแบ่งตามความจำเป็นเร่งด่วนได้ 4 เรื่องคร่าวๆ ดังนี้1) กู้ไปซื้ออาหาร ของใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค : ถามตัวเองว่าของที่เราอยากได้เป็นสิ่งที่ “จำเป็น” จริงๆ หรือเปล่า ถ้าเราอยากได้สินค้าอะไร รออย่างน้อย 2-3 วันแล้วค่อยตัดสินใจ ถึงเวลานั้นอาจรู้สึกว่าไม่ได้อยากได้ขนาดนั้นก็เป็นได้2) กู้ไปจ่ายค่าเล่าเรียนลูก ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ : ค่าใช้จ่ายเหล่านี้มักจำเป็นต้องจ่าย เราไม่มีทางเลือกมากนัก แต่อาจเจรจาต่อรองกับผู้ให้บริการได้ในบางกรณี เพื่อขอลดค่าใช้จ่าย3) กู้ไปโปะเงินกู้ก้อนเดิม : ก่อนจะกู้ เราควรเจรจากับเจ้าหนี้เก่าก่อนว่ามีแนวทางปรับโครงสร้างหนี้หรือผ่อนผันอะไรได้บ้าง (เปรียบเทียบมาตรการของธนาคารต่างๆ ในช่วงโควิด-19 ได้ที่ http://www.fair-debt.org/)4) กู้ไปลงทุน : เป้าหมายนี้อาจสร้างรายได้ในอนาคตมาคืนหนี้ แต่ข้อควรระวังก็คือ การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต และโดยมากการลงทุนไม่ใช่เรื่องจำเป็น (แต่เป็นเรื่องที่เราตัดสินใจทำ) ดังนั้น ในภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูง เราควรชะลอการลงทุนออกไปก่อนหลังจากที่ตอบคำถามตัวเองได้แล้วว่าเรา จำเป็นต้องใช้เงินจริงๆ คำถามต่อไปก็คือ เรามีวิธีอื่นนอกเหนือจากการกู้ยืมหรือไม่?ยกตัวอย่างเช่น- เราสามารถใช้เงินเก็บส่วนตัวได้หรือไม่- เราสามารถรอให้มีรายได้เข้ามาจนพอที่จะซื้อสิ่งที่ต้องการ หรือจ่ายบิลที่ต้องจ่าย จะได้ไม่ต้องกู้หรือไม่- เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเจรจาต่อรองเพื่อลดค่าใช้จ่าย จะได้ไม่ต้องกู้เพิ่มหรือไม่ขึ้นชื่อว่าเงินกู้ แปลว่าเราต้องจ่ายคืนพร้อมดอกเบี้ย ถ้าเรามีหนี้เยอะอยู่แล้ว หนี้ก้อนใหม่จะทำให้เรามีภาระหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิมอีก โดยเฉพาะถ้า “ความสามารถในการชำระหนี้” เราไม่เพิ่มขึ้นเลย เช่น กู้เพิ่มมาแต่มีรายได้เท่าเดิมหรือลดลงดังนั้น ตราบใดที่เราไม่มั่นใจว่าจะมีรายได้ในอนาคตมาชำระหนี้ ก็ควรหลีกเลี่ยงการกู้ใหม่ให้ได้มากที่สุดแต่ถ้าเราจำเป็นต้องกู้ และไม่มีวิธีอื่นนอกเหนือจากนี้ล่ะ? คำถามต่อไปก็คือ เรามี “หนี้เยอะไปแล้ว” หรือยัง และควรระวังอะไรเวลากู้เพิ่ม?ลองใช้กฎจำง่ายสามข้อนี้- กฎ 28/36 บอกระดับหนี้ที่ “เหมาะสม”- กฎ 43 บอกระดับหนี้ที่ “อันตราย”- หลีกเลี่ยงเงินกู้ที่ไม่คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่กฎจำง่ายข้อหนึ่งในวงการการเงิน คือเราไม่ควรผ่อนบ้านเกิน 28 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้แต่ละเดือน และไม่ควรผ่อนบ้านรวมกับชำระเงินกู้อื่นๆ เกิน 36 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้แต่ละเดือนตัวอย่างเช่น เรามีรายได้เดือนละ 15,000 บาท แปลว่าเราไม่ควรจ่ายค่างวดผ่อนบ้านเกิน 4,200 บาท (28% ของ 15,000 บาท) ต่อเดือนและค่างวดเงินกู้ทั้งหมด (บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อบ้าน ฯลฯ) ไม่ควรเกิน 5,400 บาท (36% ของ 15,000 บาท) ต่อเดือนเพราะทุกเดือนเราต้องมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก และควรกันเงินบางส่วนไว้เป็นเงินออม ไม่ใช่เอารายได้ทั้งหมดไปจ่ายหนี้กฎจำง่ายอีกข้อก็คือ ถ้าเมื่อไรค่างวดทั้งหมดของเราสูงเกิน 43 เปอร์เซ็นต์ ของรายได้แต่ละเดือน นั่นเป็น “สัญญาณอันตราย” แล้วว่าเรากำลังแบกภาระหนี้มากเกินไปในตัวอย่างข้างต้น 43% ของ 15,000 บาท เท่ากับ 6,450 บาท ต่อเดือนกรณีนี้ ควรหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเพิ่มเติม อย่างน้อยก็จนกว่าเราจะสามารถขอผ่อนผัน หรือปรับโครงสร้างหนี้กับเจ้าหนี้ เพื่อลดภาระในการจ่ายหนี้ลงก่อนหลายครั้งที่เงินสินเชื่อโฆษณาว่า อัตราดอกเบี้ยคงที่ในปีแรก จากนั้นคิดดอกเบี้ยแบบลอยตัวความเสี่ยงของ “ดอกเบี้ยลอยตัว” ก็คือ ในอนาคตเราไม่รู้เลยว่า ดอกเบี้ยจะสูงหรือต่ำเท่าไร อาจสูงกว่าดอกเบี้ยคงที่มากจนทำให้เราไม่มีกำลังผ่อน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสินเชื่อประเภทนี้ให้ได้มากที่สุดในฐานะลูกหนี้ เรามีสิทธิที่จะได้ดู ตารางค่างวด ที่ระบุชัดเจนว่าเราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นเท่าไรในแต่ละงวด รวมถึงรายละเอียดค่าธรรมเนียมและค่าปรับต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เพื่อจะได้วางแผนการเงินได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม
อ่านต่อ
27 พฤศจิกายน 2565
เปรียบเทียบมาตรการช่วยลูกหนี้
ในช่วงวิฤตโควิด-19 ธนาคารทุกแห่งต่างงัดสารพัดมาตรการออกมาช่วยเหลือลูกหนี้ ตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยแต่ปัญหาหนึ่งที่บรรดาลูกหนี้ต่างกุมขมับ เพราะเมื่อพลิกเงื่อนไขต่างๆ แล้ว ปรากฏว่า ซับซ้อนจนดูน่าสับสน แถมบางมาตรการที่ดูเหมือนจะดี แต่กลับมีเรื่องให้ต้องระวังFair Finance Thailand จึงถือโอกาสนี้หยิบมาตรการสินเชื่อแต่ละประเภทที่เราเห็นว่าดีและน่าสนใจ มาแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางให้ลูกหนี้ใช้ประกอบการตัดสินใจ สำหรับการบริหารจัดการหนี้ของตัวเอง#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆเหตุผลที่ ธปท.ต้องออกมาตรการเช่นนี้ เพราะโรคระบาดนั้นมาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้กิจการหลายแห่งต้องหยุดพักกะทันหัน และหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศธปท. จึงออกมาตรการขั้นต่ำ ให้สถาบันการเงินต่างๆ ปฏิบัติ โดยลูกหนี้ไม่เสียข้อมูลเครดิตครอบคลุมใน 6 ประเภท คือ 1) สินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อเงินสดหมุนเวียน 2) สินเชื่อส่วนบุคคลที่ผ่อนชำระเป็นงวด และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ 3) สินเชื่อเช่าซื้อ 4) สินเชื่อลีสซิ่ง 5) สินเชื่อบ้าน และ 6) สินเชื่อธุรกิจ SMEs ไมโครไฟแนนซ์ และนาโนไฟแนนซ์โดยมีมาตรการตั้งแต่ พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเวลา 3 เดือน, พักชำระเงินต้น เป็นเวลา 6 เดือน และเมื่อเวลาผ่านสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ก็มีออกมาตรการเพิ่มเติม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ (อ่านเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/3hLCX9g / https://bit.ly/2CxxHpP)คราวนี้เราจะมาลองเจาะลึกธนาคารที่นำมาตรการของ ธปท. ไปปรับใช้ได้น่าสนใจที่สุด ตามประเภทต่างๆ พร้อมแล้ว เชิญติดตาม..มาตรการที่ 1 : หนี้บัตรเครดิตธนาคารซีไอเอ็มบี- ปรับลดผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือ 3% ต่อเดือน (31 เม.ย 63 - 31 ธ.ค. 65)สิ่งที่น่าสนใจธปท. ประกาศมาตรการปรับลดการผ่อนชำระขั้นต่ำจากเดิมอยู่ที่ 10% เป็น 5% ต่อเดือน ตั้งแต่ปี 2563 - 2564 และค่อย ๆ เพิ่มการผ่อนชำระขั้นต่ำขึ้นเป็น 8% ในปี 2565 และ 10% ในปี 2566 ตามลำดับแต่ธนาคารซีไอเอ็มบีออกมาตรการช่วยเหลือที่ดีกว่า ธปท. ประกาศ คือ ปรับลดการผ่อนชำระขั้นต่ำเหลือเพียง 3% ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่ 31 เมษายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2565 ทำให้ลูกหนี้มีสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้นแต่ทั้งนี้ การค้างชำระค่าใช้จ่ายของบัตรเครดิตเป็นระยะเวลานานอาจเป็นผลเสียได้มากกว่าผลดีที่ได้จากการเพิ่มขึ้นของสภาพคล่องได้เพราะดอกเบี้ยของบัตรเครดิตจะสูงขึ้นตามจำนวนวันที่ค้างชำระ ลูกหนี้จึงไม่ควรค้างชำระเป็นระยะเวลานานมาตรการที่ 1 : หนี้บัตรเครดิตธนาคารซีไอเอ็มบี- เปลี่ยนวงเงินคงเหลือเป็นสินเชื่อแบบผ่อนชำระค่างวดแบบเท่ากันทุกเดือน (พิจารณาเป็นรายกรณี)อีกทางเลือกหนึ่งธนาคารซีไอเอ็มบียินยอมให้ลูกหนี้เจรจาเปลี่ยนวงเงินคงเหลือของบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อที่ผ่อนชำระค่างวดแบบเท่ากันเดือนได้ ซึ่งถือเป็นการลดดอกเบี้ยและเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกหนี้อย่างเหมาะสมได้ข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/3fMsaKiมาตรการที่ 2 : สินเชื่อส่วนบุคคลธนาคารไอซีบีซี (ไทย)- ผ่อนปรนการชำระหนี้เงินต้นชั่วคราวเป็นระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน ทั้งลูกค้าธุรกิจและลูกค้าบุคคลธรรมดา- ขอสงวนสิทธิพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกค้าเป็นรายกรณีสิ่งที่น่าสนใจธนาคารไอซีบีซี (ไทย) แบ่งเบาภาระลูกหนี้ โดยให้ลูกหนี้พักชำระเงินต้นระยะเวลาสูงสุดถึง 12 เดือน ซึ่งลูกหนี้จะมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นโดยจ่ายเฉพาะดอกเบี้ยในระยะเวลาสูงสุดถึง 1 ปี แต่ทั้งนี้เมื่อหมดช่วงพักชำระ ลูกหนี้อาจต้องจ่ายค่างวดเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาของสัญญากู้ยืมหากมองที่สภาพคล่องที่สูงสุด ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ถือว่ามีมาตรการที่ช่วยได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจ ลูกหนี้ควรประเมินความสามารถในการจ่ายค่างวดที่สูงขึ้นหลังจากระยะเวลาพักชำระเสร็จสิ้นด้วยข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/2MAzWdmมาตรการที่ 3 : สินเชื่อเช่าซื้อรถธนาคารไทยพาณิชย์- พักชำระค่างวด เป็นเวลาสูงสุด 6 เดือน- ไม่เก็บดอกเบี้ยระหว่างพักชำระ- ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นระหว่างพักชำระหนี้ ระบบจะนำไปพักแยกไว้ เมื่อจบโครงการช่วยเหลือแล้ว ลูกค้าสามารถกลับมาชำระต่อ โดยดอกเบี้ยที่คิดจะคิดจากเงินต้นคงเหลือของลูกค้า (ไม่นำยอดดอกเบี้ยมาคิด) ยกเว้นสินเชื่อรถยนต์ ที่ระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาจะขยายออกไปตามระยะเวลาการพักชำระสิ่งที่น่าสนใจธนาคารไทยพาณิชย์แบ่งเบาภาระแก่ลุกหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถ โดยให้ลูกหนี้สามารถพักชำระค่างวดสูงสุดถึง 6 เดือน และไม่เก็บดอกเบี้ยระหว่างช่วงพักชำระในตอนท้ายของสัญญาแต่อย่างใด ซึ่งแตกต่างจากธนาคารส่วนใหญ่ที่คิดดอกเบี้ยช่วงพักชำระหนี้ โดยมาตรการดังกล่าวทำให้ลูกหนี้ไม่ต้องกังวลถึงค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในภายหลังและช่วยคลายความกังวลในช่วงที่รายได้ไม่แน่นอนได้ข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/2MvO5IZมาตรการที่ 4 : หนี้ Leasingธนาคารกสิกรไทย- พักชำระเงินต้น และดอกเบี้ย 3 รอบบัญชี โดยมีเงื่อนไขว่า เมื่อลูกค้าเข้าร่วมโครงการมาตรการช่วยเหลือฯ ลูกค้าไม่ต้องชำระค่างวดเป็นเวลา 3 รอบบัญชี (ค่างวด 3 เดือน ติดต่อกัน) หลังการพักชำระค่างวด 3 รอบบัญชี ลูกค้าต้องชำระค่างวดตามปกติ โดยระยะเวลาสิ้นสุดสัญญาจะขยายออกไปตามระยะเวลาการพักชำระค่างวด และกรณีผู้ค้ำประกันไม่ทำคำยินยอมร่วมกับลูกค้า หลังพักชำระค่างวดชำระหนี้ 3 รอบบัญชีโดยไม่ขยายเทอมค่างวด ลูกค้าต้องทำการชำระค่างวดที่ค้าง และ ค่างวดที่พักชำระ 3 รอบบัญชีรวมกับค่างวดในงวดสุดท้ายทั้งจำนวนในคราวเดียว- ดอกเบี้ยในอัตราตามสัญญาเดิม เพียงแต่เลื่อนกำหนดการชำระค่างวดออกไป 3 รอบบัญชีสิ่งที่น่าสนใจธนาคารกสิกรไทยออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ Leasing ที่แตกต่างออกไปจากธนาคารอื่น คือ นอกจากจะพักการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว ยังคิดอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาเดิมเมื่อครบกำหนดการพักชำระ 3 รอบบัญชี ทำให้ลูกหนี้ไม่มีภาระหนี้เพิ่มขึ้นในอนาคตข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/2UdWFAgมาตรการที่ 5 : สินเชื่อบ้านธนาคารอาคารสงเคราะห์- พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 4 เดือน โดยธนาคารจะยกดอกเบี้ยที่พักชำระให้ลูกค้าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลากู้ตามสัญญา ซึ่งมาตรการนี้สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 3 ล้านบาท รายได้ต่อเดือนไม่เกิน 35,000 บาท โดยครอบคลุมทั้ง สถานะบัญชีปกติ และสถานะบัญชีดอกเบี้ยผิดนัดหรือสถานะกฎหมายสิ่งที่น่าสนใจธนาคารอาคารสงเคราะห์ให้ลูกหนี้ได้พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นระยะเวลา 4 เดือน และยกดอกเบี้ยที่พักชำระให้แก่ลูกหนี้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลากู้ตามสัญญา กล่าวคือ ธนาคารไม่คิดดอกเบี้ยระหว่างการพักชำระให้แก่ลูกหนี้ ทำให้ลูกหนี้ยังคงมีบ้านและไม่ถูกยึดทรัพย์สินไปในช่วงสถานการณ์โควิด-19 อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่แน่นอนด้วยข้อมูลมาตรการเพิ่มเติม: https://bit.ly/3dETdqi
อ่านต่อ
27 พฤศจิกายน 2565
ห่างกันสักพัก ขอพักชำระหนี้ วิธีไหนดี
วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวจากสถานการณ์โรคระบาด โควิด-19 ทำให้สถาบันการเงินต่างออกมาตรการ “พักชำระหนี้” เพื่อแบ่งเบาภาระของลูกหนี้และเพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับลูกหนี้ที่มีรายได้ไม่แน่นอนธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แบ่งมาตรการพื้นฐานสำหรับการพักชำระหนี้ เป็น 2 แบบหลักๆ คือ “การพักชำระเงินต้น” และ ”การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย”แต่คงมีลูกหนี้อีกไม่น้อยที่สับสนและไม่รู้ว่า แต่ละมาตรการเป็นอย่างไร แบบไหนที่เหมาะสมกับตัวเองกว่ากัน Fair Finance Thailand จึงอยากชักชวนทุกคนมาทำความเข้าใจกับเรื่่องนี้มากขึ้นแต่ก่อนจะลงลึกในรายละเอียด เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า “การพักชำระหนี้” คืออะไรกันแน่?การพักชำระหนี้ หมายถึง การที่ธนาคารผ่อนปรนให้ลูกหนี้สามารถหยุดชำระหนี้ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้กับเจ้าหนี้ ซึ่งอาจมีหรือไม่มีการเรียกเก็บหนี้ที่พักชำระไว้ในภายหลังก็ได้ ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ให้กับลูกหนี้ที่อาจติดปัญหาด้านสภาพคล่องทางการเงินจากรายได้ในช่วงนั้นๆส่วน “หนี้” ที่ถูกพักชำระก็แบ่งออกเป็น 2 ก้อน คือ เงินต้น และดอกเบี้ยเงินต้น คือ เงินที่แบ่งจ่ายคืนในส่วนของยอดเงินที่กู้ยืมมาจากธนาคารจนครบตามระยะเวลาที่ตกลงดอกเบี้ย คือ เงินค่าตอบแทนที่จ่ายให้ธนาคารโดยคิดเป็นอัตราส่วนจากยอดเงินกู้ที่ลูกหนี้ยืมจากธนาคาร ซึ่งในบริบทนี้เราสามารถเรียกดอกเบี้ยชนิดนี้ได้ว่า ดอกเบี้ยเงินกู้เพราะฉะนั้น การพักชำระเงินต้น กับ การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย จึงไม่เหมือนกัน“การพักชำระเงินต้น” หมายถึง การที่ธนาคารผ่อนปรนให้ลูกหนี้ได้หยุดพักชำระคืนเงินต้นในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ แต่ยังต้องชำระส่วนของดอกเบี้ยกับธนาคารตามปกติ โดยยอดเงินต้นระหว่างการพักยังคงเดิมส่วน “การพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย” หมายถึง การที่ธนาคารผ่อนปรนให้เราสามารถหยุดพักชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ โดยให้ไปชำระเพิ่มในภายหลังหากเปรียบเทียบทั้ง 2 มาตรการ โดยลองยกตัวอย่าง หากเรากู้เงินซื้อรถยนต์มือหนึ่งต้องชำระค่างวด 6,500 บาทต่อในทุก ๆ เดือน โดยแบ่งเป็น เงินต้น 5,000 บาทต่องวด และดอกเบี้ย 1,500 บาทต่องวด เมื่อเราได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ โควิด-19 ทำให้ต้องเลือกเข้ารับมาตรการใดมาตรการหนึ่งที่ธนาคารมีให้- หากเราเลือกมาตรการ “พักชำระเงินต้น” จำนวน 3 เดือน กับธนาคาร แปลว่า 3 เดือนที่เราเลือกพักชำระจะไม่ต้องจ่ายเงินต้น 5,000 บาท แต่จ่ายเพียงดอกเบี้ย 1,500 บาทในแต่ละงวดที่พักชำระไป แปลว่า เราจะมีสภาพคล่องหรือเงินสดต่อเดือน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน- แต่หากเราเลือกมาตรการ “พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย” จำนวน 3 เดือน กับธนาคาร แปลว่า 3 เดือน เราจะไม่ต้องจ่ายทั้งเงินต้น 5,000 บาท และดอกเบี้ย 1,500 บาทในแต่ละงวดที่พักชำระไป แปลว่า เราจะมีสภาพคล่องจากเงินสดต่อเดือน 6,500 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือนคำถามคือ เมื่อผ่านกระบวนการพักชำระหนี้แล้วจะเกิดอะไรต่อ?หากเราเลือกมาตรการพักชำระเงินต้น เราอาจต้องจ่ายเงินต้นยาวขึ้นตามจำนวนเดือนที่พักชำระไป หรืออาจต้องจ่ายค่างวด (เงินต้น+ดอกเบี้ย) เพิ่มขึ้น ในกรณีที่ไม่ได้มีการยึดอายุสัญญาหนี้ออกไปแต่ถ้าเราเข้าร่วมมาตรการพักชำระเงินต้นและดอกเบี้ย เมื่อจบการพักชำระ เราอาจต้องเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันกับการพักชำระเงินต้น คือ ระยะเวลาของหนี้จะโดนยืดออกไปตามที่มีการพักไว้ หรือ ค่างวด (เงินต้น+ดอกเบี้ย) ในรอบแรกหลังการพักชำระหนี้จนสิ้นสุดสัญญา อาจมีการเพิ่มขึ้น บวกกับ เราอาจโดนคิดดอกเบี้ย เพิ่มเติมจากสัญญาปกติ ในช่วงที่พักชำระดอกเบี้ยไปเพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ เราควรประเมินรายรับที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตเสียก่อน เพื่อดูความเป็นไปได้ในการจ่ายหนี้คืนให้แก่ธนาคาร หากรายได้ที่เข้ามามีเพียงพอกับค่างวดที่เพิ่มขึ้น หรือครอบคลุมระยะเวลาสัญญาหนี้ที่ยาวขึ้น เราก็อาจจะเลือกรับประโยชน์จากมาตรการนี้แต่ทั้งนี้ ก็ต้องไม่ลืมว่า ผลเสียที่เกิดขึ้นคือค่าเสียโอกาสของเงินในอนาคตที่อาจต้องแบ่งมาชำระหนี้ที่พักชำระไปในเวลานี้ เพราะฉะนั้นหากเรามีกำลังพอที่จะชำระหนี้เหมือนเดิม โดยไม่กระทบต่อชีวิตปกติมากนัก การไม่พักชำระหนี้ก็อาจเป็นคำตอบที่เหมาะสมกว่าสำหรับผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกแนวทางไหนดี แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ได้จัดทำเว็บไซต์เฉพาะกิจ http://www.fair-debt.org/ ขึ้นมาเป็นการเฉพาะทั้งนี้ ท่านสามารถเปรียบเทียบมาตรการแบ่งภาระหนี้สิ้นในช่วง โควิด-19 ของธนาคารต่างๆ กับมาตรการขั้นต่ำของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมคำนวณเงินที่ต้องจ่าย ได้ที่นี่ โดยนำตัวเลขค่างวดใหม่ (ภายใต้มาตรการ) มาเทียบกับรายการรายรับ-รายจ่ายของตัวเอง เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจว่า ควรพักชำระหนี้หรือไม่ และถ้าจะพักควรจะพักแบบไหนดีกว่ากัน
อ่านต่อ
27 พฤศจิกายน 2565
ได้เวลาออกกฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจสำหรับบุคคล
เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เราคงได้ยินข่าวบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการหลายคนอาจรู้สึกว่าภาวะ ‘ล้มละลาย’ หมายถึงความล้มเหลวที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเด็ดขาดและรู้สึกอับอาย แต่ในความจริงแล้วการยื่นขอล้มละลายมีข้อดีหลายอย่าง เช่น ทำให้หยุดภาระดอกเบี้ยและกลับมาทำแผนจัดการหนี้เพื่อหาทางออกในอีกมุมหนึ่ง กฎหมายล้มละลายจึงเป็นการสร้าง ‘ชีวิตใหม่’ ให้กับลูกหนี้แต่น่าเสียดายที่กฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจนั้นเปิดโอกาสให้กับลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น ทั้งที่ในขณะนี้คนจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญผลกระทบจาก โควิด-19 จนแบกรับหนี้ไม่ไหวเช่นเดียวกับการบินไทยFair Finance Thailand อยากชวนมาอ่านว่า ทำไมเวลานี้จึงเป็น ‘ควรจำเป็นเร่งด่วน’ ที่รัฐควรออก ‘กฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจสำหรับบุคคล’ ก่อนปัญหาหนี้เสียจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆอาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้เสียจำนวนมหาศาลเป็นประวัติการณ์ จากวิกฤตโควิด -19ตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรวบรวม ณ วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 พบว่า มีลูกหนี้รายย่อยรวมถึงกลุ่ม SMEs เข้ารับการช่วยเหลือจากมาตรการของสถาบันการเงินต่างๆ มากถึง 13.8 ล้านราย มียอดหนี้กว่า 3.8 ล้านล้านบาทที่สำคัญ ตัวเลขอาจเพิ่มสูงขึ้นไปอีก เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะซึมยาว 3-6 เดือน จนกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและส่งออกจะฟื้นตัว สองหัวหอกเศรษฐกิจไทยนี้สร้างรายได้เข้าประเทศ ถึง 70% ของจีดีพีแต่ละปีเลยทีเดียวสมมติว่า หากมาตรการช่วยเหลือของสถาบันการเงินหมดแล้ว แต่ลูกหนี้ยังไม่สามารถฟื้นตัวหรือมีกำลังจ่ายหนี้ได้ไหวสัก 10% ก็เท่ากับเมืองไทยอาจมีโอกาสได้ต้อนรับบุคคลล้มละลายหน้าใหม่ อีก 1.38 ล้านคนเลยทีเดียวด้วยจำนวนหลัก ‘ล้านคน’ นั้นมากเกินกว่าศักยภาพของระบบล้มละลายและกลไกการบังคับคดีที่มีอยู่ปัจจุบันจะรับไหว และจะฉุดรั้งปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมให้ลงเหวไปกว่าเดิมดังนั้นการแก้กฎหมายล้มละลายเพื่อเปิดช่องให้ลูกหนี้บุคคลธรรมดาสามารถยื่นล้มละลายโดยสมัครใจ ไม่ต่างจากนิติบุคคล จึงจำเป็นในวิกฤตเช่นนี้มากสังคมและเศรษฐกิจไทยก็จะได้ประโยชน์อย่างน้อย 3 ข้อดังต่อไปนี้ข้อที่ 1 การล้มละลายโดยสมัครใจ เท่ากับเป็นการมอบ ‘ชีวิตใหม่’ ให้ลูกหนี้เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า การล้มละลายโดยความสมัครใจของลูกหนี้บุคคล ดีกว่าการล้มละลายที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างไรอย่างแรกที่เราต้องเข้าใจก่อน คือ การล้มละลายของบุคคลธรรมดาจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเจ้าหนี้ยื่นฟ้องต่อศาลขอให้สั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ จากนั้นก็นำทรัพย์สินขายทอดตลาด โดยที่ลูกหนี้จะไม่สามารถทำธุรกรรมใดๆ ได้เลย ทั้งการเปิดบัญชีธนาคาร การโอนเงิน การถอนเงิน ไม่สามารถดำรงตำแหน่งในบริษัท หรือแม้แต่เดินทางไปต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงแล้ว พวกเขาเหล่านั้น ยังต้องใช้ชีวิตและหาเลี้ยงครอบครัวต่อไปในสังคมแต่การล้มละลายโดยสมัครใจ เปิดโอกาสให้เขาจัดทำแผนฟื้นฟูสภาพการเงินของตัวเองมาเสนอต่อศาลและเจ้าหนี้ โดยไม่ต้องถูกยึดทรัพย์สิน สามารถทำธุรกรรมทางการเงิน และยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้ไม่ต่างกับการมอบ ‘ชีวิตใหม่’ อีกครั้งปัจจุบัน คณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ (UNCITRAL) ค่อนข้างให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องการมอบ ‘ชีวิตใหม่’ แก่ลูกหนี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลก็ตามข้อที่ 2 กระบวนการล้มละลายโดยสมัครใจเป็นประโยชน์กับเจ้าหนี้มากกว่าการล้มละลายเพราะถูกศาลสั่งเพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการจัดทำแผนการจัดการหนี้ ลูกหนี้ย่อมรู้สถานะทางการเงินของตัวเองดีกว่าเจ้าหนี้ ว่ามีหนี้อยู่เท่าไร กับเจ้าหนี้รายใดบ้างการเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ทำแผนจัดการหนี้ และยังทำธุรกิจได้ต่อเนื่อง อาจเป็นวิธีที่ดีกว่าการบีบบังคับให้ลูกหนี้ขายทรัพย์สินมาใช้หนี้ เพราะสุดท้ายเจ้าหนี้อาจได้รับการชำระหนี้คืนมากกว่าเงินที่ได้จากการบังคับขายทรัพย์สินที่สำคัญคือ กระบวนการนี้ยังช่วยให้เจ้าหนี้รายย่อย ไม่เสียเปรียบเจ้าหนี้รายใหญ่ที่มีระบบการติดตามตรวจสอบลูกหนี้ดีกว่าด้วย เพราะสามารถบังคับทรัพย์สินของลูกหนี้จนถึงที่สุดแล้วค่อยมาฟ้องล้มละลายก็ยังได้ข้อที่ 3 การล้มละลายโดยสมัครใจ เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความรู้ทางการเงินแก่ลูกหนี้เพราะเครื่องมือสำคัญของกระบวนการยื่นล้มละลายโดยสมัครใจส่วนบุคคล ก็คือ แผนจัดการหนี้สิน ซึ่งเปรียบได้กับ แผนฟื้นฟูกิจการของนิติบุคคลลูกหนี้จะต้องทำแแผนนี้มาเสนอต่อศาลและเจ้าหนี้ เพื่อประเมินทรัพย์สินว่าจะนำไปสร้างรายได้ในอนาคตต่อไปได้อย่างไร โดยเปิดโอกาสให้นักการเงินมืออาชีพได้มีบทบาทสร้างความรู้ทางการเงินโดยตรง เข้ามาเป็นผู้จัดทำแผนและให้คำปรึกษาแก่ลูกหนี้พร้อมกันนั้นยังสามารถกำหนดให้ลูกหนี้ต้องเข้ารับคำปรึกษาเรื่องความรู้ทางการเงินเป็นเวลาไม่น้อยกว่ากี่ชั่วโมง ตามที่กฎหมายกำหนดวิธีการนี้นอกจากจะทำให้ระบบการจัดการหนี้ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยเพิ่มพูนความเรื่องเรื่องการเงินให้แก่ลูกหนี้ ซึ่งจะเป็นทักษะสำคัญที่จำเป็นต่อการสร้าง 'ชีวิตใหม่' ในอนาคตเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่นลูกหนี้ชักดาบ อยากลดหนี้ทั้งที่มีเงินจ่ายตามแนวทางสากลของ UNCITRAL และกฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจของนานาประเทศ ได้วางมาตรการป้องกัน อย่าง การให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบคำร้องขอเริ่มกระบวนการ การกำหนดบทลงโทษหากให้ข้อมูลเท็จ และการกำหนดเงื่อนไขที่จะเริ่มกระบวนการให้ชัดเจน เพื่อป้องกันเจตนาไม่สุจริตของลูกหนี้ที่สำคัญยังสามารถแบ่งกระบวนการจัดการออกเป็นย่อยๆ ตามความเหมาะสมของกลุ่มลูกหนี้แต่ละประเภท เช่น เกษตรกร มนุษย์เงินเดือน หรือผู้ประกอบการเดี่ยวและยังสามารถปรับปรุงขั้นตอนการพิจารณา ขั้นตอนการพิพากษา รวมทั้งขั้นตอนอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพและสะดวกรวดเร็วกว่ากฎหมายล้มละลายปัจจุบันอีกด้วเพราะฉะนั้น การออกกฎหมายล้มละลายโดยสมัครใจสำหรับบุคคลธรรมดา จึงเป็นกลไกสำคัญที่ประเทศไทยควรมีมานานแล้วยิ่งในวิกฤตโควิด-19 ก็ยิ่งมีความจำเป็นยิ่งขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมลุกลามเกินความจำเป็นแต่แน่นอน ก็ต้องไม่ลืมว่า กระบวนการนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่รัฐควรจะดำเนินการเท่านั้น ยังมีอีกหลายเรื่องที่จำเป็นทั้งการทำทะเบียนหลักประกันระดับชาติ (collateral registry), การทยอยซื้อสินทรัพย์มาเก็บชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสินทรัพย์ถูกขายทอดตลาดพร้อมกัน ฯลฯทั้งหมดนี้ก็เพื่อแก้ปัญหาที่สั่งสมมานาน และสร้างระบบเศรษฐกิจที่ดี มีคุณภาพ และตอบสนองชีวิตของชาวไทยอย่างแท้จริง
อ่านต่อ
27 พฤศจิกายน 2565
ทำไมจึงควรมี คนกลาง ช่วยแก้ปัญหาหนี้ โดยไม่ต้องขึ้นศาล
วิกฤตโควิด 19 ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจ ทำให้หลายกิจการต้องปิดตัวลง เลิกจ้างพนักงาน ลดเงินเดือน เป็นผลให้เกิดปัญหาหนี้สินตามมาเป็นทอดๆสำหรับลูกหนี้ที่จ่ายหนี้ไม่ไหว จำต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจาประนอมหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้ และหากตกลงกันไม่ได้ ก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการศาล ซึ่งมีความยุ่งยาก เสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เรื่องไม่จบง่ายๆในหลายๆ ประเทศ จึงมีอาชีพหนึ่งเป็น “คนกลาง” เข้ามาไกล่เกลี่ยเพื่อช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่าย โดยมีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับทางกฎหมายFair Finance Thailand อยากชวนไปรู้จักกับ กระบวนการทางเลือกที่ไม่ต้องรอการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาล (Alternative Dispute Resolution: ADR)บุคคลที่ 3 ทางการเงิน ที่ช่วยจัดการปัญหาให้ง่ายขึ้น!#รับมือโควิด #เป็นหนี้แบบแฟร์ๆปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงินโดยตรงหากไกล่เกลี่ยกับธนาคารแล้ว เรายังไม่ได้รับข้อเสนอที่เหมาะสม หรือยังรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน (ศคง.) โดยธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างไรก็ตาม ทั้งสองหน่วยงานต่างมีข้อจำกัด สคบ. เป็นตัวแทนช่วยเหลือผู้บริโภคทั่วไป จึงมีเคสที่ต้องจัดการเยอะมาก ขณะที่ศคง. ทำได้เพียงรับเรื่องร้องทุกข์ และให้คำปรึกษา ไม่สามารถตัดสินชี้ขาดได้สุดท้ายแล้วหากลูกหนี้อยากได้ความยุติธรรมก็ต้องพึ่งพาศาลเพื่อชี้ขาดอยู่ดี แต่ก็ต้องแลกกับค่าใช้จ่าย เวลาและความยุ่งยากที่เพิ่มขึ้น จึงมีลูกหนี้หรือผู้ใช้บริการทางการเงินจำนวนไม่น้อยที่ถอดใจและยอมเสียประโยชน์ขณะเดียวกัน หากมูลค่าความเสียหายไม่สูงนักฝ่ายธนาคารเจ้าหนี้ก็มักไม่อยากขึ้นศาลเหมือนกัน เพราะทำให้เกิดขั้นตอนหยุมหยิมตามมามากมาย ต่อให้ชนะคดีก็อาจไม่คุ้มจากปัญหาข้างต้น ในหลายประเทศได้เริ่มนำระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution:ADR) เข้ามาใช้กลไก ADR ทำโดยหาคนกลางที่มี ความน่าเชื่อถือ มาทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย และตัดสินข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ใช้บริการกับธนาคาร โดยไม่ต้องนำกระบวนการเข้าสู่ขั้นศาลตัวแทนหรือผู้ตรวจการทางการเงิน (financial ombudsmen) คนนี้ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางตามกฎหมาย โดยจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและมีความรู้ทางกฎหมายเป็นอย่างดีADR นับเป็นวิธีการที่ช่วยยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน โดยมีข้อดีหลายประการ ดังนี้การนำข้อพิพาทขึ้นสู่ชั้นศาล คือการเพิ่มค่าใช้จ่ายขึ้นมาอีกหลายประการ อาทิ ค่าทนาย ค่าบังคับคดี ค่าเดินทางไปศาล ฯลฯ ถ้าเรื่องยืดเยื้อก็หมายความว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงไปเรื่อยๆหากความเสียหายไม่สูงนัก ลูกหนี้รายย่อยจึงมักไม่เรียกร้องต่อ ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป แม้ว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรมก็ตาม เพราะไม่คุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายแต่เมื่อใช้กระบวนการ ADR ซึ่งมีความเป็นกลางและน่าเชื่อถือ เข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย ก็อาจทำให้ปัญหาคลี่คลายได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสียเงินไปกับกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ระหว่างทาง จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก และทำให้เกิดความเป็นธรรมขึ้นอย่างแท้จริงโดยทั่วไปธนาคารมักมีความน่าเชื่อถือและชื่อเสียง ทำให้มีอำนาจต่อรองมากกว่าลูกหนี้รายย่อยอยู่แล้วยิ่งเมื่อเข้าสู่กระบวนการศาล ลูกหนี้ในฐานะผู้เสียหายต้องเป็นฝ่ายนำสืบพยานหลักฐานเพื่อ หา “เจตนา” การกระทำผิดของสถาบันการเงิน ซึ่งพิสูจน์ได้ยาก จึงมีโอกาสแพ้คดีมากกว่ายังไม่นับกระบวนการศาลที่มีพิธีรีตอง มีบรรยากาศเป็นทางการ ที่อาจสร้างความรู้สึกประหม่าให้กับลูกหนี้รายย่อย จนไม่สามารถเรียกร้องได้อย่างที่ใจต้องการขณะที่กระบวนการตัดสินของ ADR มีบรรยากาศที่เป็นกันเองมากกว่า เหมือนนัดทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ตกลงกันใหม่ และการมีคนกลางก็ทำให้ลูกหนี้รู้สึกว่าตนเองไม่เสียเปรียบ ไม่เหมือนกับการคุยเพื่อขอประนอมหนี้จากธนาคารเจ้าหนี้โดยตรงกระบวนการศาลมีขั้นตอนจำนวนมาก มีการนัดหมายเพื่อสืบพยานหลายครั้ง หลายลำดับขั้น ซึ่งทำให้เรื่องยืดเยื้อ กินเวลานาน ไม่เกิดผลดีทั้งกับลูกหนี้และธนาคารเจ้าหนี้ขณะที่ ADR มุ่งพิจารณาไปที่ประเด็นปัญหาโดยตรง ทำให้ตัดสินได้รวดเร็วกว่า จึงเป็นเหมือนทางลัดที่ช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาให้จบได้ในไม่ช้า หากพิสูจน์พบมูลเหตุว่าธนาคารมีเจตนาไม่ซื่อตรง ผู้ตัดสินสามารถบังคับให้จ่ายค่าเสียหายในทันที ไม่ต้องรอการบังคับคดีเหมือนกระบวนการศาลนอกจากนี้ หาก ADR มีคำตัดสินแล้วแต่ลูกหนี้ผู้ยื่นคำร้องยังไม่พอใจ ก็มีสิทธินำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการทางศาลต่อไปได้ทั้งนี้ หัวใจแห่งความสำเร็จของกลไก ADR จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการที่มีความโปร่งใส เป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ- โปร่งใส หมายถึง ดำเนินการอย่างยุติธรรม ตรวจสอบได้ว่าไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง ทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย- เป็นอิสระ หมายถึง ไม่อยู่ภายใต้อำนาจขององค์กรใด ที่อาจเข้ามาแทรกแซงทำให้เกิดความเอนเอียงในการตัดสิน- มีประสิทธิภาพ คือดำเนินการได้รวดเร็ว ช่วยลดทอนต้นทุนในการตัดสินข้อพิพาททางการเงินอย่างมีนัยสำคัญหากกลไก ADR มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาแล้ว ย่อมอยู่ได้อย่างยั่งยืน และเกิดประโยชน์อย่างยิ่งในระบบการเงินADR กำลังได้รับความนิยมในหลายประเทศ เนื่องจากช่วยลดการนำข้อพิพาทขึ้นสู่ชั้นศาลที่ถือเป็น “ช่องว่างทางการกำกับดูแล" (regulatory gap)ประเทศที่มีการใช้กลไก ADR แล้วได้แก่ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง มาเลเซียรูปแบบของการจัดตั้ง ADR มีหลายลักษณะโดยกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ภายใต้ การดูแลขององค์กรกำกับดูแลและคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน นอกจากนี้ยังมีแบบที่เป็นองค์กรอิสระโดยได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือกลุ่มสมาคมธนาคารช่วยกันก่อตั้งขึ้นมาคงจะเป็นเรื่องที่ดี หากประเทศไทยนำกลไก ADR มาใช้บ้าง เพื่อทำให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมในระบบการเงินอย่างแท้จริง
อ่านต่อ